Film

   เมื่อวานนี้ได้ดูหนังกับพ่อในรอบหลายเดือน เรื่องปืนใหญ่ จอมสลัด ใครสร้าง ใครแสดง คงรู้กันดีแล้ว รวมทั้งระยะเวลาการสร้างที่นานมากจนคนแทบจะลืมว่ามีภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ เราไม่ได้อ่านรีวิวคนอื่นเขียน จึงไม่ทราบว่าคิดกันอย่างไร แต่ในสายตาเรา...ที่ดูหนังในฐานะคนดู..คนเสพหนัง..คนเรียนหนัง..และโตมากับหนัง "ปืนใหญ่ จอมสลัด" ทำให้หายใจโล่ง คล่อง กับวงการจอเงินบ้านเรา

   หลังจากต้องทนกับปริมาณหนังชนิดเน้นตลาดมานาน (กับหนังที่พยายามบอกว่าข้าไม่ใช่หนังตลาด แต่เป็นหนังอาร์ต แต่เขาลืมไปหรือเปล่าว่า หนังน่ะ...ต้องขายได้ทั้งตลาดเงิน และตลาดปัญญา คนต้องดูแล้วเกทว่าคุณคิดอะไร ไม่ใช่ต้องมาแสร้งเกทเพื่อให้ดูฉลาด เข้าถึงงานคุณ เป็นศิลป์ไม่ใช่ข้ออ้างทำหนังไร้พอยต์ หนังไร้พอยต์ แย่กว่าหนังตลาดขายโจ๊ก ขายมาม่าอีก) เจอเรื่องนี้เข้าไปน้ำตาซึม

นอกจากความเป็นหนังตลาด (หมายความว่าเรื่องนี้สร้างเพื่อขาย...ทั้งตลาดเงิน และตลาดปัญญา) มันยังเป็นศิลป์ขั้นเหนื่อชั้น หนังอาจจะไม่ได้บอกตัวเองปาวๆว่าข้าหนังอาร์ต แต่มันเป็นในรายละเอียดของมัน จุดตรงนี้แหละที่ทำให้เราชื่นชอบมาก คุณจะเป็นอาร์ต ไม่ใช่แค่คุณถ่ายสวยๆ หนังสวยๆ หนังแบบฟิลอ หรือหนังชนิดว่าเก็บไปคิดเอาเอง (หรือสารพัดรูปแบบหนังอาร์ตที่บอกว่าข้าอาร์ต โดยเฉพาะคนทำหนังไทยที่เรารำคาญเมื่อหนังไม่มีคนดู คนวิจารณ์แนวลบ จะอ้างว่า เป็นอาร์ต คนดูเข้าไม่ถึงเอง...อันนี้เป็นปัญหา ภาพยนตร์คือสื่อสารมวลชน ทำให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้นั่นคือผิดเป้า และ ผิดจากที่ควรเป็นล่ะ เว้นแต่คุณจะทำหนังไว้กวนประสาทชาวโลก)

   สิ่งแรกที่โดนใจคือ ดนตรี ฟังแล้วขนลุกเกรียว เลือกเพลงได้ดี ไม่ได้สุ่มสี่สุ่มห้าสาดออร์เคสตราเข้ามา ซึ่งการทำแบบนั้นอาจทำให้หนังดูแกรนด์ แต่เสียมนต์ขลังไปเกินครึ่ง เราให้ค่าและคะแนนตรงนี้สูง เพราะดนตรีกับภาพยนตร์เป็นของคู่กัน มันดึงอารมณ์ สร้างบรรยากาศ และบรรยายเรื่อง เป็นเหมือนป้ายบอกให้คนเข้าใจเรื่องได้ง่ายขึ้น แนวเพลงที่ใช้ ได้ฟังแล้วอารมณ์ทะเลใต้ มีความเร็วอันเป็นลักษณะภาษา ถ้าหลับตาจะเห็นภาพคลื่น..ทั้งเกลียวคลื่นเนื้อน้ำและคลื่นใต้น้ำ มีเสียงกระซิบของปลา (ทำให้เราหันความสนใจจากกล้ามกับแผงอกของอนันดาไปได้เลยนะนั่น) เร้าใจ และมีกลิ่นอายดินแดนแถบแหลมมลายู

   สิ่งที่สองคือ ทะเล ทะเลเป็นฉากส่วนใหญ่ของเรื่อง ทะเลให้ชีวิต และกลืนชีวิต ทะเลเป็นบ้าน เป็นปราการ และเป็นเรือนตาย เป็นสุสาน ภาพยนตร์ที่ถ่ายบนน้ำนั้นมีความยากเป็นพิเศษ การเคลื่อนกล้องจำกัด ต้องมีความเชี่ยวชาญสูงจึงสามารถถ่ายทำฉากเหนือน้ำ และใต้น้ำได้ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้สอบผ่านการทำภาพยนตร์บนน้ำ ทำน้ำได้สวย ทะเลงาม และน่ากลัว ดึงเอาประกายมืดและสว่างของทะเลออกมาได้

   สิ่งที่สามซึ่งทำให้เราจังงังคือ การร้อยเรียงเรื่อง เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีอิงประวัติศาสตร์ เรื่องต่างๆ บุคคลต่างๆมีอยู่จริงส่วนหนึ่ง และการนำมาผูกโยงเข้าด้วยกันนั้น แล้วไม่ใช่สักแต่จะจับมายำ แต่มันทำให้ ณ เวลานั้น เชื่อว่าเกิดเรื่องพวกนี้ได้ ภาพยนตร์ยังเหมือนการชุบชีวิตบุคคลเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง ณ เวลาเกือบสามชม. เราอยู่ ณ ลังกาสุกะ ในรัชสมัยรายาฮีเจาจริงๆ (มีคนตกใจว่าทำไมรายาอาณาจักรโบราณ กับขนิษฐาตรัสทั้งอังกฤษ และจีนได้คล่อง อันนี้ไม่ทำให้แปลกใจ เพราะอาณาจักรแห่งนี้ จะว่าไปก็เหมือน hub หรือ portal สำคัญของดินแดนใต้ ที่ใดติดทะเล ย่อมเป็นเมืองสำคัญ สำเภาเข้าหลบพายุก็ดี มาค้าขายโดยตรงก็ดี ไม่แปลกที่กษัตริย์และพระราชวงศ์ รวมทั้งขุนนางต้องรู้ภาษาต่างชาติ)

   สิ่งที่สี่...อาภรณ์ อันนี้ทำให้เราชื่นชมมาตั้งแต่ต้นก่อนดูหนังอีก ท่านที่ได้เห็นภาพคงได้เห็นความอลังการเครื่องทรง ลองหาเบื้องหลังผ้าแต่ละชนิดที่เลือกมานะคะ มีที่มา และมีคุณค่าทุกผืน มูลค่ามหาศาล ไม่ใช่ผ้าทอแบบเครื่องจักร แต่ทำด้วยมือ เป็นเดือนๆ สอดไหม สอดทองอย่างบรรจง เรานับถือฝีมือคนทำด้านนี้ เสื้อผ้าอาจจะเป็นแค่ส่วนประกอบของเรื่อง อาจไม่สำคัญเท่าการแสดง และโปรดัคชั่นอื่นๆของหนัง แต่มันคือตัวสะท้อนความใส่ใจของผู้สร้างที่เห็นชัดสุด เพราะต้องมีการค้นคว้า และดูแลให้ต่อเนื่อง ขาดก็ต้องขาดเหมือนกัน ไม่ใช่ขาดแล้วมีอภินิหารงอกมาปิดรอยขาดได้ (ภาพยนตร์ที่มีเสื้อผ้าดีเรื่องนึงคือ เดอะลอร์ด โดยเฉพาะชุดของอารากอร์น เฮียวิโก้แกเมดสภาพเองโดยการ "ใส่ไม่ซัก" จึงได้ชุดที่ "เน่า" สมเป็นราชามงกุฏกระเด็น ก่อนจะเป็นผู้เป็นคนตอนได้กลับบ้านบรรพบุรุษ  ทราบกันหรือไม่ว่า จุดยากสุดของการทำเสื้อผ้าสำหรับภาพยนตร์ไม่ใช่การสร้างชุดอลังการ หรือชุดหรูหราราคาหลักล้าน แต่เป็นการทำชุดให้โทรม ขาด เยิน จำนวนอย่างน้อยสามถึงแปดชุด ซึ่งต้องมีรอยทั้งหมดเหมือนกันเพื่อความต่อเนื่อง ชุดสภาพดีนั้นสั่งทำกี่ชุดก็ได้ แต่การทำให้ชุดเยิน มันคุมยาก บางทีคุณต้องเผามัน ทุบมัน เหยียบย่ำ เอาไปแช่โคลนที่ให้สีไม่เท่ากันอีก) การเลือกผ้าสำคัญมาก อย่างชุดของชาวน้ำ ต้องเบา พริ้ว ชาวน้ำใส่ต่างจากคนดอน เพื่อให้ว่ายน้ำได้สะดวก ผ้าเป็นตัวดูดน้ำ อุ้มน้ำแล้วถ่วง ดังนั้นต้องเป็นผ้าที่เบา ส่วนชุดของยะรัง ต้องบอกว่าเป็นชุดสวยมาก  เดี่ยว ไม่ใช่คนหล่อ แต่พอเป็นยะรัง เดี่ยวกลบรัศมีเจ้าชายแห่งปาหัง แสดงโดยพี่ติ๊กไปเลย ส่วนอาภรณ์ของรายาฮีเจา กับเจ้าหญิงอูงู เจ้าหญิงบีรู ไม่ต้องบรรยายล่ะค่ะ (เครื่องทรงเหล่านี้มองได้ว่าเป็นเหมือนหน้ากาก ยามที่แต่งกายเต็มยศจะแต่งหน้าขาวเหมือนหุ่นกระบอก คือการละทิ้งจิตใจตน สุขหรือขมขื่นจะต้องเก็บกักไว้)

     สิ่งที่ห้า...ยกให้กริช...เราสนใจกริชมานานแล้ว ที่บ้านมีกริชของพ่อ เมื่อสองปีก่อนมีโอกาสไปอินโดนีเซียและได้เห็นผู้ชายพกกริชแบบเต็มๆ กริชเป็นมากกว่าอาวุธสังหาร กริชเองมีส่วนในแง่ชีวิตมาก ต้องอาศัยภูมิปัญญาชั้นสูงในการตีกริช จุดที่น่าสนใจคงเป็น ความเชื่อในแง่ว่าวิญญาณเจ้าของกริชกับกริชนั้นเชื่อมโยงกัน กริชเป็นตัวแทนบุคคลผู้เป็นเจ้าของ (ในการแต่งงาน ถ้าเจ้าบ่าวมาไม่ได้ เจ้าสาวจะเข้าพิธีกับกริชของเขาซึ่งส่งมาแทน) วิธีการสังหารด้วยกริชก็น่าสนใจดี การต่อสู้ด้วยกริชเหมือนการรำ ใบกริชคดทำให้ตอนแทงเข้าไปได้แผลรุนแรง ปกติการแทงด้วยมีดใบตรงให้แผลปากเรียบ กล้ามเนื้อขาดเรียบ แต่กริชนั้น ตอนชักออกจะสร้างแผลที่เลือดไหลรุนแรง เหวอะ รักษายาก (เข้าหัวใจก็ไม่ต้องรักษา)      ส่วนที่ยิ่งกว่าคือ ศิลปะของกริช ลวดลายตั้งแต่เรียบง่ายถึงซับซ้อน ใช้เวลาในการรังสรรค์ กริชแตกต่างไปตามสกุลช่าง สมัย ท้องถิ่น ถ้าเจอผู้รับผิดชอบพร็อพ ขอกอดกับหอมแก้มสามฟอดเถอะ

     โดยรวมแล้วเรื่องนี้ถือว่าพ้นเรื่องหนึ่ง เป็นแฟนตาซี เป็นประวัติศาสตร์ เป็นศิลปะ เป็นงานที่ขายได้ คนไทยควรได้ดูนะ หนังแบบนี้ใช่ว่าจะได้สร้างกันง่ายๆ ตอนนี้มีหนังไทยฉายหลายเรื่อง ดูเถอะเรื่องนี้ ดีกว่าเอาไปเสียให้หนังตลกโปกฮา หรือหนังผี มันความสุขจากการเสพหนังเช่นนี้

 โดยตัวเรามีภาพยนตร์ไทยที่ชอบอยู่แล้ว ได้แก่ โอเคเบตง มหา'ลัยเหมืองแร่ และ สิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ด  (เป็นใต้เสียสอง อีสานหนึ่ง) ที่ดูกี่ทีต้องมีน้ำตา และ นับเป็นหนังในดวงใจ ชอบเรื่องแม่นาคอีกเรื่อง เป็นหนังผีเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้สึกกลัว ปกติไม่เคยสะท้าน แต่เพราะบ้านอยู่แถบพระโขนงจึงสยองกว่าปกตินะ

 

 เพิ่มเรื่องนี้ไปในทำเนียบ!

 

 

คติ....อย่ายึดติดกับคำว่า "เป็นอาร์ต"

 

หนังขายไม่ได้ คนดูไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่หนังอาร์ต

หนังต้องขายได้ (คือมีคนดู มีคนซื้อได้ยิ่งดี) และมีคนดูรู้เรื่อง + ศิลป์ --- มีความงาม ความหมาย และจิตวิญญาณ

 คนอยากสร้างหนังอาร์ตมาสองประเภท คือพวกที่เป็นศิลปิน กับพวกที่อยากเป็นศิลปินแบบข้างต้น พวกที่บอกรังเกียจหนังตลาด และมองว่าอาร์ตนั้นสูงส่ง เท่

พวกนี้มีในหมู่นักศึกษาเยอะ ฝันอยากเป็นศิลปิน อยากกระโดดไปจุดนั้น โดยลืมพื้นฐานแท้จริง (ศิลป์ม๊ากมาก บล็อกกิ้งผิด...บอกว่าทดลอง สีเพี้ยน...ทดลอง แก่นไม่มี...เพราะเป็นอาร์ต)

 ขายไม่ได้ คริติคว่าห่วย แล้วไม่พอใจ "แม่งตาไม่ถึง" "ของกูมันสูงกว่าสติปัญญามัน"

เออแล้วไง....ส่วนใหญ่ก็ตายในทางอาชีพ

อาชีพfilmmaker เหมือน shoemaker(ช่างรองเท้า) fisher(คนหาปลา) beggar (ขอทาน)

 คุณเป็นช่างรองเท้าไม่ได้ถ้าไม่มีคนซื้อรองเท้าคุณ คุณเป็นคนหาปลาไม่ได้ถ้าไม่มีคนซื้อปลาที่คุณหา คุณเป็นขอทานไม่ได้ถ้าไม่มีคนให้ทานคุณ

เป็นนักสร้างภาพยนตร์ไม่คนได้ดู และซื้องาน หรือจ่ายเงินดูงานคุณก็เท่านั้น นี่คือมุมมองของเรา มันคืออาชีพ ไม่ใช่งานอดิเรก ทำหนังด้วยใจชอบได้ ทำหนังเพื่อหาเงิน สนองกิเลสได้ สนองตัณหา ความฝัน หรือสนองเงินนายทุน ก็ทำได้

 แต่ต้องเคารพสามอย่าง เคารพคนดู เคารพตัวหนัง และเคารพอาชีพของตน

 จึงมีหลายคนที่เราเห็นเป็นแค่ สวะวงการ มากกว่า คนในวงการ

 

 

คนทำหนังสุดยอดคือ ทำหนังที่เป็นศิลปะ มีศิลปะ และขายได้

ลองหาหนัง Yash Chopra อาร์ตตัวพ่อเลย เรื่อง Veer Zaara นะ หาดู

ขายได้ และศิลปะ

 

ใครว่ามันไปกันไม่ได้ล่ะ

edit @ 3 Nov 2008 09:50:57 by KuRiKa

edit @ 13 Apr 2009 14:00:47 by KuRiKa