พอดีที่เคยเขียนเกี่ยวกับเครื่องดนตรีมันลบหายไปเฉยเลยค่ะ คงเป็นเพราะความสะเพร่าของเราเอง แต่ที่ดีใจสุดๆตอนนี้ก็คือได้รู้ว่ามีคนเสิร์ชentryของเราเกี่ยวกับnodame มาอ่าน  ขอบคุณมากๆค่ะ (ดีใจที่ได้มีประโยชน์สักที)

 

เราได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับอุปนิสัย และเครื่องดนตรีในออร์เคสตร้า พร้อมๆกับแนะนำเครื่องดนตรีไปในตัว คราวก่อนแนะนำไปรวดเดียวครบทุกตระกูลเลยออกจะแน่นๆไปหน่อย คราวนี้ขออธิบายทีละตัว เราเองก็ไม่ได้เรียกเอกดนตรี อาศัยอ่านตำรากับเรียนวิชาสังคีตนิยม และฟังเพลงบ่อย ก็พอจะจับทางเครื่องดนตรีได้บ้าง

 

อาทิตย์นี้ถึงอาทิตย์หน้าจะสอบปลายภาค นี่ถ้าได้ A วิชาสังคีตนิยม จะส่งจม.ไปคารวะอาจารย์นิโนมิยะที่ญี่ปุ่นเลยเอ้า (ลงทุนค่ะลงทุน) เพราะการอ่านโนดาเมะ คันตาบิเล่ เป็นตัวเร่งเร้าเอาความเร่าร้อนในดนตรีของเราคืนมาค่ะ  ปกติบ้าเพลงคลาสสิคอยู่แล้ว เจอนี่เข้าไป....บ้ากว่าเก่าค่ะ (ฮา)

เพื่อให้การอ่านเข้าใจง่ายขึ้น ขอเสนอในส่วนประวัติวงออร์เคสตราและเครื่องดนตรีคร่าวๆ ก่อนที่คราวต่อไปจะเริ่มแนะนำเครื่องดนตรีทีละตระกูลค่ะ

มารู้จักประวัติคร่าวๆของออร์เคสตราก่อนค่ะ

คือ ออร์เคสตราเนี่ยนะคะ เดิมที่ไม่ได้หมายความว่าวงดนตรีหรอก แต่ย้อนไปสมัยปู๊น มันหมายถึง area ที่ไว้แสดงระบำรำฟ้อนในละครของกรีก อยู่ในส่วนหน้าเวทีของโณงละครสมัยกรีกโบราณ ที่ไว้แสดงการร่ายรำและการร้องของกลุ่มคอรัส แต่ต่อมาareaมันค่อยๆลดความสำคัญลงไป คำนี้ก็เปลี่ยนความหมายไป ในสมัยกลางหมายถึง เวทีที่ใช้แสดง ในสมัยกลางศตวรรษที่สิบแปดถึงจะถูกใช้ในความหมายว่า การแสดงของวงดนตรี ถูกนำมาใช้เรียกวงเครื่องดนตรีทุกชนิด ไม่ว่าจะดนตรีชาติไหนก็ตาม อย่างวงดนตรีไทย ก็เป็น Thai Orchestra ในความหมายเชิงดนตรีตะวันตก หมายถึงวงดนตรีที่ประกอบด้วย เครื่องสาย เครื่องลมไม้ เครื่องลมทองเหลือง และเครื่องตี

ออร์เคสตรา ยังใช้ในความหมายว่า พื้นที่ระดับต่ำที่เป็นที่นั่งอยู่หน้าเวทีละคร หรือโรงแสดงคอนเสิร์ต 

วงออร์เคสตราในปัจจุบันกับสมัยบาโรค หรือคลาสสิคนั้น เรียกได้ว่า "คนละเรื่อง" เลยล่ะค่ะ เพราะสมัยก่อนนั้น วงเล็กกว่านี้มาก แล้วเครื่องดนตรีก็ไม่เหมือนกัน

ในสมัยยุคกลาง และยุครีเนซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา) ยังไม่มีการกำหนดรูปแบบเครื่องดนตรี และจำนวนให้เป็นแบบแผนแน่นอน กระทั่งในศตวรรษที่ 16 ที่มีการให้กำเนิดละครโอเปรา จึงต้องกำหนดเครื่องดนตรีที่ใช้เพื่อให้เกิดเสียงที่กลมกลืนกับเสียงนักร้อง โดยใช้กับโอเปร่าเรื่อง ออร์เฟโอ ของ มอนเทแวร์ดี

ระยะแรกจะเป็นลักษณะวงเครื่องสาย (String Orchestra) ทีเริ่มกำหนดจำนวน ในสมัยศตวรรษที่สิบเจ็ดก็มีการเพิ่มเครื่องลมไม้ ในสมัยปลายยุคบาโรค ผู้ประพันธ์นิยมระบุจำนวนเครื่องดนตรีไว้อย่างละเอียด เครื่องลมทองเหลืองกับเครื่องประกอบจังหวะก็ค่อยๆเข้ามา

พอกลางศตวรรษที่สิบแปด ช่วงยุคคลาสสิคตอนต้นนี้เอง มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องดนตรี เช่น ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ก็ถูกแทนที่ด้วยฟลูท เพิ่มคลาริเนทเข้ามา กระทั่งเวลาต่อมา การปรับปรุงและพัฒนาโดยเหล่านักประพันธ์ที่เพิ่ม ลด เปลี่ยนเครื่องดนตรีเพื่อให้ได้เสียงเพลงตรงต้องตามใจ และอารมณ์บทเพลง ไปๆมาๆก็เริ่มมีการเขียนเป็นมาตรฐานขึ้น กำหนดหลักเกณฑ์ที่คำนวณและผ่านการทดสอบเสียงมาแล้วว่าได้ความชัดเจน ความงาม และ ความเป็นเอกภาพที่สุด

ออร์เคสตราก็พัฒนาตัวจากวงขนาดเล็กใหญ่ขึ้นเรื่อยๆๆๆ(หากจำกันได้ โอโบคอนแชร์โต ของวง R*S เล่นเพียงสามสิบห้าคน แต่เพลงต่อไปใช้มากขึ้น)       

ราวๆยุคโรแมนติก (ประมาณ ช่วงเบโธเฟนยังหลั่นล้า หลังๆหูล้าฮาไม่ออกน่ะค่ะ) ออร์เคสตราก็เป็นรูปเป็นร่างอย่างปัจจุบัน ทั้งการเพิ่มเครื่องทองเหลือง จำนวนผู้เล่นไวโอลินทั้งกลุ่มหนึ่ง กลุ่มสอง ก็เป็นแบบแผนมากขึ้น อานิสงค์หนึ่งก็คือ เบโธเฟน ท่านพิจารณาจำนวนนักดนตรี กับเครื่องดนตรีแล้วเห็นว่าไม่พอสำหรับการถ่ายทอดบทเพลงของท่านก็เลยระบุว่า เอาฮอร์ (ใช้กับเพลงของท่าน สมัยนั้นถือว่าวงใหญ่มาก)

ต่อมา ผู้ประพันธ์จะเพิ่ม ลดเครื่องดนตรีตามที่เห็นสมควร อย่าง มาห์เลอร์ ขอเพิ่มนักดนตรีเข้าไป อลังๆๆ เติมนักร้องคอรัส โฮยยยยย เว่อร์ๆๆๆ

หากมีโอกาสได้จับสกอร์ของคอนดัคเตอร์ ลองดูนะคะ จะมีการเขียนกำกับว่า เพลงนี้ใช้ผู้เล่นกี่คน และมีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง การจัดวง ต้องอย่างน้อยครบจำนวนที่ระบุไว้ หากขาดไปเพลงจะเสียอรรถรสไปพอดู (อย่างตอนเราดู Symphony no9 ที่เล่นโดยเยกาเตรินเบิร์ก ซิมโฟนี ออร์เคสตรา เมื่อเดือนกันยา ขาดสีสันไปมาก ดูกระจุ๋งกระจิ๋งไปเลย แม้ว่าจะไพเราะแต่เสียงพลัง อาจจะเพราะระบบสะท้อนเสียงในฮอลล์ไม่เหมาะด้วยค่ะ) ตอนที่ Rous-Marlet แล้ววิ่งวุ่นหานักดนตรี มันเรื่องใหญ่เลยค่ะที่วงหานักดนตรีไม่ครบ

ในวงออร์เคสตราจะมีนักดนตรีประมาณสามสิบคนขึ้นไป (ต่ำกว่านั้น จะเป็นเชมเบอร์ออร์เคสตรา เป็นวงดนตรีขนาดเล็ก มักใช้เครื่องสายเท่านั้น มีผู้เล่นราว 16-20คน ) ประกอบด้วยเครื่องดนตรี  สี่ตระกูล สี่กลุ่ม ได้แก่

1 เครื่องสาย (String) ได้แก่ ไวโอลิน วิโอล่า วิโอลเชลโล (หรือเชลโล) และ ดับเบิล เบส (เรียกคอนทรา เบส หรือ เบส ก็ได้ค่ะ)

2 เครื่องลมไม้ (woodwind) ได้แก่ ฟลูท ปิกโกโล โอโบ บาซูน (ฟากอต) คลาริเนท อิงลิชฮอร์น ดับเบิลบาซูน เบสคลาริเนท

3 เครื่องลมทองเหลือง (brass) ได้แก่ ฮอร์น ทรัมเปท ทรอมโบน ทูบา

4 เครื่องตี (percussion) ได้แก่ ทิมปานี กลองใหญ่ ฉาบ สารพัดเครื่องสร้างเสียงต่างๆ รวมไปถึง แทมโบรีน ไซโลโฟน ไทรแองเกิล กลอคเคนสปิล และ เชเลสตา (ตรงนี้จะเพิ่มเติมเสริมตามบทเพลง)

สงสัยกันไหมว่า ไม่เห็นมีเครื่องดนตรีทีคุ้นเคยอย่าง เปียโน หรือแซ็กโซโฟน จริงๆแล้ว ออร์เคสตรา ไม่รวมเปียโนนะคะ แม้ว่าบางวงจะวางตำแหน่งเปียโนเอาไว้ แต่ก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งโดยแท้จริง เปียโนจะออกมามีบทก็ตอนคอนแชร์โต (แต่บางเพลงก็ใช้รวม ขึ้นอยู่กับผู้ประพันธ์ แต่ให้จำไว้ว่า เปียโนเป็นเอกเทศต่างหากค่ะ)

 เครื่องดนตรีอย่างแซ็กโซโฟน มีการนำมาใช้ในยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ และ ยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะใช้ในการบรรเลงเพลงแจ็สมากกว่าค่ะ

ตอนต่อไป ขอเชิญรู้จักกับเครื่องดนตรีตระกูลเครื่องสาย นะคะ

edit @ 30 Nov 2007 20:22:11 by KuRiKa

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Recommend

Recommend